นานมาแล้ว...กับประภาส ชลศรานนท์ และวงเฉลียง
posted on 30 Jan 2012 07:12 by i-virgo in MyLife directory Diaryนานมาแล้ว...กับประภาส ชลศรานนท์ และวงเฉลียง

เมื่อเอ่ยชื่อ "วงเฉลียง" วัยรุ่นยุคนี้คงส่ายหัวว่าไม่รู้จัก
แต่สำหรับวัยรุ่นเมื่อ 25 ปีก่อน แทบไม่มีใครไม่รู้จัก "วงเฉลียง" และ "ประภาส ชลศรานนท์"
"เฉลียง" เป็นวงดนตรีวงแรก ๆ ที่บุกเบิกเพลงแนวแปลกใหม่ ทั้งด้านเนื้อหาและท่วงทำนอง
ให้กับวงการเพลงไทย ในช่วงระหว่างปี 2525 - 2534
และสำหรับ "ประภาส ชลศรานนท์" เค้าคือผู้ก่อตั้งและเป็นผู้แต่งเพลงส่วนใหญ่ของวงเฉลียง
สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย ประภาส ชลศรานนท์ นิติพงษ์ ห่อนาค
และวัชระ ปานเอี่ยม
เริ่มต้นจากทำเพลงตัวอย่างนำไปขอให้ เรวัต พุทธินันทน์ อำนวยการผลิตให้ และเรวัตได้เสนอให้
สมชาย ศักดิกุล ซึ่งขณะนั้นเป็นนักดนตรีอาชีพมาเป็นนักร้องคู่กับวัชระ ในผลงานชุดแรก "ปรากฏการณ์ฝน"
เมื่อปี 2525 แต่ไม่ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และเสียงตอบรับ วงเฉลียงจึงไม่ได้ออกผลงานอีก
เป็นระยะเวลาถึง 4 ปี และได้กลับมาอีกครั้งในปี 2529 กับผลงานชุดแรก คือ " อื่นๆ อีกมากมาย" ซึ่งได้รับ
การตอบรับเป็นอย่างดีจากนักฟังเพลง จนมีการออกแสดงคอนเสิร์ตและมิวสิกวีดีโอ และมีอัลบัมอื่น ๆ ตามมา
เช่น "เอกเขนก" และ "เฉลียงหลังบ้าน" แต่เนื่องจากภาระและหน้าที่การงานส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคน
ทำให้ในที่สุด "เฉลียง" ก็ยุติบทบาทลงในปี 2534 กับผลงานชุดสุดท้าย "ตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า" แต่ยังคงมี
การรวมตัวกันเล่นคอนเสิร์ตและออกผลงานเพลงเฉพาะกิจเป็นครั้งคราว
สำหรับ "ประภาส ชลศรานนท์" นอกจากมีผลงานเพลงที่แต่งไว้และยังได้รับการกล่าวขานจนถึงทุกวันนี้มากมาย ปัจจุบันประภาสยังเป็นที่รู้จักทั้งในฐานะที่เป็นนักคิด นักเขียน
นักแต่งเพลง ผู้กำกับการแสดง และผู้สร้างสรรค์รายการโทรทัศน์ระดับรางวัล รวมทั้งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท
เวิร์คพอยท์เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน)
ผลงานของประภาสมีรูปแบบ และเนื้อหาที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน พ่อ
พี่ชายที่แสนดี คู่ทรหด เที่ยวละไม ต้นชบากับคนตาบอด นิทานหิ่งห้อย สาวลาวบ่าวไทย อื่น ๆ อีกมากมาย
และเจ้าภาพจงเจริญ เป็นต้น
เอาล่ะ...ปูพื้นฐานมาพอสมควร ถือเป็นการแนะนำ "วงเฉลียง" และ "ประภาส ชลศรานนท์" ให้คนรุ่นใหม่
ได้รู้จักผลงานดี ๆ ของคนดนตรีมีคุณภาพในวงการเพลงไทยเมื่อ 25 ปีก่อนก็แล้วกัน
สำหรับตัวเอง.....คงต้องบอกว่า "นานมาแล้ว...กับประภาส ชลศรานนท์ และวงเฉลียง"
นาน.....จนแทบจะลืมเลือนไปจากความทรงจำ
ทั้งทีเมื่อ 25 ปีก่อน ออกจะคลั่งไคล้ไหลหลงเอามาก ๆ ฟังซ้ำ ๆ จนร้องตามได้หลายเพลง
เช่น
ปล่อยดวงใจเดินทางไปชื่นชม เก็บเอาความสุขสมเพื่อมาขีดเขียน
หากคืนใด ที่ท้องฟ้ามืดสลัว เมฆดำทะมึนน่ากลัว ไร้เดือนและดารา
เหตุที่ลืมเลือนไปจากความทรงจำ ไม่ใช่เป็นเพราะหมดความนิยมชมชอบ หรือเบื่อหน้ากันแล้ว
แต่เป็นเพราะวันเวลาที่ผ่านมา กับชีวิตที่เปลี่ยนไป.....
จากวัยรุ่นชิล ๆ ที่แต่ละวันมีเวลามากมายเป็นของตัวเอง สนใจอยากทำโน่น ทำนี่ได้อย่างอิสระ
แต่พอมาเป็นผู้ใหญ่....กลับกลายเป็นว่า ยิ่งเติบโตขึ้นเท่าใด เวลาในแต่ละวันก็ยิ่งเหลือเป็นของตัวเอง
น้อยลงเท่านั้น ความสนใจในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวก็เริ่มอยู่ในวงจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ
เวลาและความสนใจส่วนใหญ่ของเรา......เปลี่ยนไปเป็นของที่ทำงาน ของลูกน้อง ของหัวหน้า
และของเพื่อน ฯลฯ ส่วนที่เหลือ...เปลี่ยนไปเป็นของครอบครัว ของแม่ ของสามี ของลูก ฯลฯ
จนกระทั่งวันนึง ๆ เหลือเวลาเป็นของตัวเองน้อยมาก
เราคิดแต่มองไปข้างหน้า....มองแต่อนาคต และมีความสุขกับสิ่งที่เรียกว่า "ความสำเร็จในชีวิต"
โดยปล่อยให้เวลามันวนเวียนอยู่แบบนี้ นาาาาาาานนนนน......หลายสิบปี !
นานจนลืมไปเลยว่าเราเคยรัก เคยชอบ เคยสนใจอะไรมาบ้างในอดีต
จนถึงเดี๋ยวนี้...เป็นเพราะห้าปีสุดท้ายของการทำงาน
หรืออาจเป็นเพราะธรรมชาติของวัย ที่คนทั่วไปมักพูดกันว่า "คนแก่ ชอบคิด ชอบพูดแต่เรื่องในอดีต"
ก็คงจะจริง!!! เพราะเดี๋ยวนี้...เจอะเจออะไรก็มักคิดถึงแต่เรื่องในอดีต ถ้างั้นเราก็แก่แล้ว....ชัวร์
เขียนมาซะยืดยาว เพียงแค่จะหาเหตุว่า ทำไม???
"ประภาส และเฉลียง" ถึงหายไปจากความทรงจำ??? แล้วทำไม???
อยู่ดี ๆ .....หรือว่า.....เกิดระลึกชาติได้รึไง??? ถึงได้กลับมาเขียนถึง "ประภาส และเฉลียง"
ไม่มีอะไรมากหรอก ก็เพียงแค่เมื่อ 2 วันก่อน เผอิญได้ดูคอนเสิร์ต "เพลงแบบประภาส"
ที่ดาวเทียมช่องหนึ่งนำมาออกอากาศ ซึ่งก็คงเป็นความบังเอิญเหมือนกันนั่นแหละ
เพราะตามสไตล์ดาวเทียมแบบไม่มีรายเดือน ที่มักมีอะไรก็จะเอาออกมาฉายแบบวน ๆ ไง
ถือเป็นความโชคดีที่บังเอิญได้ดู และได้ฟังเพลงเพราะ ๆ ร้องโดยนักร้องวงเฉลียงเอง
และโดยนักร้องรับเชิญ นับเป็นคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่อลังการณ์มาก มีการทำดนตรีใหม่
และใช้วงดนตรีออเคสต้าบรรเลงตลอดทั้งคอนเสิร์ต แถมปิดท้ายด้วยเพลงใหม่
ที่ประภาสแต่งให้กับคอนเสิร์ตนี้โดยเฉพาะ โดยเค้าได้ขึ้นมาเปิดใจบทเวทีถึงเพลงนี้
ที่เขียนแทนใจนักเขียน เพื่อบอกว่าเขียนเพลงเพราะอะไร ชื่อเพลงว่า.....
"เขียนให้เธอ"
หากวันใด ที่ท้องฟ้าดูสดใส ละอองฝนโปรยชื่นใจ เล่นแสงกับสายลม
ปล่อยดวงใจเดินทางไปชื่นชม เก็บเอาความสุขสมเพื่อมาขีดเขียน
หากคืนใด ที่ท้องฟ้ามืดสลัว เมฆดำทะมึนน่ากลัว ไร้เดือนและดารา
ปล่อยดวงใจเดินทางไปค้นหา เพื่อเอามา แต่งเติมให้เป็นถ้อยคำ
เขียนดวงดาว ให้สุกสกาวบนฟากฟ้า
เขียนดวงดาว ให้สุกสกาวบนฟากฟ้า
เขียนต้นหญ้า ให้ขึ้นตามทางรกร้างไกลๆ
ขุนเขาทะเลกว้างใหญ่ มหานครใดใด หาใช่แรงผลักดันฉัน
เพราะเธอนั่นไง คือเหตุผลที่ทำให้ฉันเขียน
เพราะเธอนั่นไง คือเหตุผลที่ทำให้ฉันเขียน
เป็นเพราะเธอส่ง ส่งใจมาให้กัน
แทนกระดาษดินสอ ด้วยรักที่คงมั่น
ให้ฉันเขียนเป็นถ้อยคำถึงเธอ
ในคืนวัน ที่ฉันค้นหาความหมาย ว่าความรักคืออะไร ใยรักมีไว้ให้กัน
ในคืนวัน ที่ฉันค้นหาความหมาย ว่าความรักคืออะไร ใยรักมีไว้ให้กัน
ปล่อยดวงใจเดินทางไปทุกฝัน จะได้เอาคำตอบนั้น มาเขียนให้เธอ
ให้ฉันเขียนเป็นถ้อยคำให้เธอ
ให้ฉันเขียนเป็นบทเพลง...ของเธอ
ดูแล้วมีความสุขมาก มีความสุขที่ฟังเพลงในคอนเสิร์ตนี้แล้วนึกถึงชีวิตที่ผ่านมาในอดีต
ซึงมีทั้งความสุข และความทุกข์ ที่น่าแปลกใจและเฝ้าถามตัวเองตลอด คือ...
ทำไมจึงรู้สึกว่าเพลงทุกเพลงที่ได้ฟังในครั้งนี้ จึงเพราะขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก
คำตอบคงไม่ใช่เพียงเพราะนักร้องเสียงดี มีการทำดนตรีขึ้นมาใหม่ หรือบรรเลงโดย
วงออเคสต้าเท่านั้น แต่ที่สำคัญ คือ การรับรู้และความสามารถในการสัมผ้สได้ซึ่งอารมณ์
ที่นักร้องถ่ายทอดออกมาอย่างดีเยี่ยม นั่นคงเป็นเพราะ "เพลงแบบประภาส" เป็นเพลงที่มีความหมาย
และสะท้อนแง่คิดในการดำเนินชีวิตจริง
สรุปว่า...25 ปีที่ผ่านมา ทั้งนักร้องและนักฟังต่างผ่านประสบการณ์ในชีวิตจริงมามากมาย
หลากหลายรูปแบบ ทำให้การถ่ายทอดและการรับรู้อารมณ์เพลงของทั้ง 2 ฝ่ายซาบซึ้งต่อกันมาก
ดูจากสีหน้าของผู้ชมคอนเสิร์ตในการแสดงสด ก็เชื่อว่าคงไม่ต่างอะไรกับที่เรารู้สึกเท่าใดนัก!
เสียดาย.....ตอนที่ได้ดูนั้นเป็นช่วงท้าย ๆ ของคอนเสิร์ตแล้ว และเมื่อได้ดูจนจบก็ยิ่งเสียดายมากขึ้น
เสียดายที่ตอนนั้นไม่น่าพลาดคอนเสิร์ตดี ๆ อย่างนี้ เพราะถ้าได้มีโอกาสดูแบบสด ๆ คงจะมีความสุขมากกว่านี้
นี่แหละ...แรงบันดาลใจให้ต้องเขียนเอนทรี่นี้..." นานมาแล้ว...กับประภาส ชลศรานนท์ และวงเฉลียง "

